วิธีคิด
Business
The Brand Framework Series: Sensory Branding ออกแบบแบรนด์ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
Sensory Branding คือ Framework ของ Martin Lindstrom ที่ออกแบบประสบการณ์แบรนด์ผ่าน 5 ประสาทสัมผัส (Sight, Sound, Smell, Touch, Taste) โดยอาศัยหลัก Sensory Synergy ที่ว่าเมื่อประสาทสัมผัสหลายด้านสื่อสารข้อความเดียวกัน ผลรวมที่เกิดขึ้นในความทรงจำของลูกค้าจะมากกว่าผลบวกของแต่ละด้าน Framework นี้มีประโยชน์ที่สุดกับธุรกิจที่มีประสบการณ์ทางกายภาพเป็นหัวใจหลัก
เมื่อแบรนด์ในอุตสาหกรรมเดียวกันขายสินค้าที่ใกล้เคียงกันในราคาที่ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ลูกค้าพกกลับบ้านไม่ใช่สเปกของสินค้า แต่เป็นความรู้สึกที่เหลืออยู่ ความรู้สึกนั้นถูกสร้างผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าที่ทำงานร่วมกันในทุกจุดที่ลูกค้าสัมผัสแบรนด์
Sensory Branding คืออะไร และมาจากไหน
Sensory Branding ถูกพัฒนาขึ้นโดย Martin Lindstrom ที่ปรึกษาด้านแบรนด์ระดับโลก ผ่านหนังสือ Brand Sense: Sensory Secrets Behind the Stuff We Buy ตีพิมพ์ในปี 2005 (ฉบับขยายในปี 2010) Lindstrom ทำงานร่วมกับ Millward Brown ดำเนินการวิจัยกับผู้บริโภคในระดับโลก ผลการวิจัยที่กลายเป็นรากของ Framework นี้คือการพบว่าการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคถูกกระตุ้นโดยประสาทสัมผัสอื่นมากกว่าเพียงภาพและเสียง ในขณะที่งบการตลาดในตลาดส่วนใหญ่ยังทุ่มไปที่สองด้านนี้เป็นหลัก
Framework เปลี่ยนเรื่องที่เคยเป็นสัญชาตญาณของผู้ประกอบการให้กลายเป็นกระบวนการที่ออกแบบและวัดผลได้ สมมติฐานหลักคือแบรนด์ที่สื่อสารผ่านประสาทสัมผัสหลายด้านพร้อมกันสร้างความผูกพันได้ลึกกว่าแบรนด์ที่พึ่งพาเพียงภาพและเสียงอย่างที่การโฆษณาดั้งเดิมเคยทำ
หลักการสำคัญและขั้นตอน
หลักการสำคัญคือ Sensory Synergy เมื่อประสาทสัมผัสหลายด้านสื่อสารข้อความเดียวกันในจังหวะเดียวกัน ผลรวมที่เกิดขึ้นในความทรงจำของลูกค้าจะมากกว่าผลบวกของแต่ละด้านแบบตรงไปตรงมา
Sight (การมองเห็น) เป็นด้านที่อิ่มตัวที่สุดในตลาด การสร้างความแตกต่างในมิตินี้ต้องการความประณีตที่สูงกว่าเดิมมาก เพราะเกณฑ์การเปรียบเทียบถูกยกระดับจากการสะสมของงานออกแบบในตลาดมานาน
Sound (การได้ยิน) ทำงานโดยตรงกับระบบอารมณ์โดยไม่ผ่านการตีความ จังหวะของดนตรี ระดับเสียงพูดของพนักงาน เสียงที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ ทั้งหมดกำหนดอารมณ์ของประสบการณ์โดยลูกค้าอาจไม่รู้ตัว
Smell (การได้กลิ่น) เป็นด้านที่ Framework ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะกลิ่นเชื่อมต่อกับระบบความทรงจำและอารมณ์ในสมองโดยไม่ผ่านการประมวลผลทางปัญญาก่อน ความทรงจำที่เชื่อมกับกลิ่นมีความทนทานเป็นพิเศษ
Touch (การสัมผัส) สร้างการรับรู้เรื่องคุณภาพและความประณีตในระดับที่ภาพทำไม่ได้ น้ำหนักของวัสดุ ความเรียบของพื้นผิว อุณหภูมิของโลหะ ส่งสัญญาณเรื่องคุณค่าของแบรนด์โดยตรง
Taste (การรับรส) มีขอบเขตแคบที่สุด แต่เมื่อใช้ได้ก็สร้างความผูกพันที่ลึกที่สุด เพราะการรับรสคือประสบการณ์ที่เข้มข้นที่สุดระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
3 ขั้นตอนการใช้งาน
เริ่มจาก Sensory Audit ของแบรนด์ที่มีอยู่เดิม ประเมินว่าแต่ละ Touchpoint ส่งสัญญาณอะไรผ่านประสาทสัมผัสด้านใด และสัญญาณเหล่านั้นสอดคล้องกันหรือไม่ จากนั้นกำหนดว่าประสาทสัมผัสด้านใดควรเป็นแกนนำ ด้านใดเป็นตัวเสริม และสุดท้ายออกแบบให้แต่ละองค์ประกอบสามารถยืนเป็นตัวแทนของแบรนด์ได้ด้วยตัวเอง
ตัวอย่างในอุตสาหกรรมโรงแรม
โรงแรมระดับบนหลายเชนออกแบบกลิ่นเฉพาะของตนเองให้กระจายในล็อบบี้ คัดเสียงดนตรีให้เข้ากับตำแหน่งของแบรนด์ ออกแบบผ้าของเครื่องนอน น้ำหนักของกุญแจห้อง และวัสดุของเฟอร์นิเจอร์ให้สื่อสารคุณค่าเดียวกัน รวมถึงเครื่องดื่มต้อนรับและอาหารเช้าที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแบรนด์ ไม่ใช่แค่บริการมาตรฐาน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common pitfalls)
ลงทุนใน Sensory บางด้านโดยขาดความสม่ำเสมอ การมีกลิ่นเฉพาะในล็อบบี้แต่ไม่มีเสียงดนตรีที่สอดคล้องกัน หรือมีเสียงที่ใช่แต่สัมผัสของวัสดุส่งสัญญาณคนละทิศ จะสร้างความรู้สึกไม่ลงตัวที่ลูกค้ารับรู้ได้ในระดับจิตใต้สำนึก
เน้น Sight อย่างเดียวเหมือนการโฆษณาแบบเดิม ทำให้แบรนด์อยู่ในสนามที่อิ่มตัวที่สุดและแข่งขันได้ยากที่สุด การเพิ่มประสาทสัมผัสด้านอื่นเป็นการเปิดสนามแข่งขันใหม่ที่คู่แข่งยังไม่ได้เข้าไปเล่น
ออกแบบกลิ่นโดยไม่ทำงานกับ Perfumer มืออาชีพ กลิ่นที่ไม่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับตำแหน่งของแบรนด์อาจสร้างความรู้สึกตรงข้ามกับที่ตั้งใจ และเมื่อกลิ่นนั้นกระจายในพื้นที่ของแบรนด์ทุกวัน ความเสียหายจะสะสมเงียบ ๆ
ลงทุน Sensory เต็มที่ก่อนมี Brand Identity ที่ชัดเจน ทำให้ประสาทสัมผัสแต่ละด้านสื่อสารคนละเรื่อง ต้องมี Brand Strategy เป็นเข็มทิศก่อน แล้วจึงให้ทุก Sensory Channel ชี้ไปทิศเดียวกัน
คาดหวังผลทันทีจากการลงทุนใน Sensory Sensory Branding สร้างความทรงจำระยะยาวที่ทบต้น ไม่ใช่ Conversion ในวันเดียว การวัดผลในกรอบ ROI รายเดือนจะทำให้ตัดสินใจถอนการลงทุนก่อนเห็นผล
เปรียบเทียบกับ Brand Framework อื่นในซีรีส์
Sensory Branding เจาะลึกเฉพาะมิติ Sensory ของ Brand Experience ของ Bernd Schmitt ออกเป็น 5 ประสาทสัมผัส จึงเป็นเครื่องมือที่เฉพาะเจาะจงกว่า เหมาะกับแบรนด์ที่มีจุดเจอกันทางกายภาพกับลูกค้าและต้องการเปลี่ยนประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ปกป้องและขยายได้ ส่วน Brand Experience ของ Schmitt ครอบคลุมทั้ง Affective, Intellectual, Behavioral ด้วย
เทียบกับ Primal Branding ของ Patrick Hanlon Sensory Branding เป็นเครื่องมือที่ทำงานกับ Icons และส่วนหนึ่งของ Rituals โดยตรง แต่ไม่ได้แตะเรื่อง Creation Story, Creed, หรือ Leader ทั้งสอง Framework จึงเสริมกัน ไม่ใช่แทนกัน
เมื่อเทียบกับ The Elements of Value ของ Bain & Company ที่แตกคุณค่าออกเป็น 30 องค์ประกอบ Sensory Branding ช่วยส่งมอบคุณค่าในชั้น Functional (Quality, Sensory Appeal) และ Emotional (Design and Aesthetics, Nostalgia) ผ่านการออกแบบ Touchpoint ทางกายภาพ
ในขณะที่ Cultural Brand Strategy ของ Douglas Holt มอง Cultural Codes ว่าเป็นหลักฐานของอุดมการณ์ Sensory Channels ทั้ง 5 ของ Lindstrom คือชั้นที่ Cultural Codes ปรากฏจริงในประสาทสัมผัสของผู้บริโภค
เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ Sensory Branding
ธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงทดสอบโมเดลและยังไม่มั่นใจใน Positioning หลักของตัวเอง ควรพิจารณาให้ดีก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพราะ Framework ไม่ได้ผล แต่เพราะการลงทุนในประสาทสัมผัสบางด้านต้องการความชัดเจนของ Brand Identity ก่อน เพื่อให้ประสาทสัมผัสแต่ละด้านสื่อสารข้อความเดียวกันได้
ธุรกิจที่ลูกค้าสัมผัสแบรนด์ผ่านดิจิทัลเป็นหลักโดยไม่มีจุดเจอกันทางกายภาพเลย จะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าธุรกิจที่มีพื้นที่ทางกายภาพ เพราะมีประสาทสัมผัสเพียง 2 ด้านที่ทำงานได้ในช่องทางหลัก การลงทุนในด้านอื่นต้องรอจังหวะที่มี Pop-up Store หรือ Event
ธุรกิจที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยราคาเป็นหลักในสินค้าโภคภัณฑ์ ก็ไม่ใช่บริบทที่ Sensory Branding ทำงานได้คุ้ม เพราะผู้บริโภคในตลาดประเภทนี้ไม่ได้สะสมความทรงจำกับแบรนด์ในระดับที่ Sensory Synergy จะให้ผลตอบแทน
ตัวอย่างการนำไปใช้กับธุรกิจดิจิทัล
ที่ SUFFIX เราใช้ Sensory Branding กับธุรกิจดิจิทัลในจังหวะที่ลูกค้ามีจุดเจอแบรนด์ทางกายภาพ เช่น Onboarding Kit, Office Tour, หรือ User Event แม้แพลตฟอร์มหลักจะทำงานบนหน้าจอ แต่ทุก Physical Touchpoint คือโอกาสในการส่งสัญญาณของแบรนด์ผ่านประสาทสัมผัสที่หน้าจอทำไม่ได้
ตัวอย่างที่ทำงานจริง สำหรับลูกค้าที่เป็น B2B Platform ทีมออกแบบ Welcome Kit ที่ส่งให้ลูกค้าใหม่ ประกอบด้วย Notebook ที่มีน้ำหนักและพื้นผิวที่สื่อสารคุณค่าของแบรนด์ การ์ดต้อนรับที่พิมพ์ด้วยกระดาษเฉพาะ และกล่องที่เปิดในจังหวะที่ออกแบบไว้ ผู้ใช้สัมผัสตัวตนของแบรนด์ผ่านมือก่อนสัมผัสผ่านหน้าจอ
ในระดับ Digital Product ทีมจะแปล Sensory Branding ออกเป็น Sound Design ของ Notification, Haptic Feedback ของ Interaction สำคัญ และ Micro-Animation ที่มีจังหวะเฉพาะของแบรนด์ ผู้ใช้ที่ใช้แอปนานพอจะจดจำเสียง Notification ของแอปนี้ได้ทันทีแม้อยู่อีกห้องหนึ่ง การลงทุนในระดับนี้ทำให้แบรนด์มี Sensory Asset ที่ปกป้องได้แม้คู่แข่งจะลอกฟีเจอร์ได้ในวันถัดไป
สำหรับลูกค้าที่จัดงาน User Conference ทีมจะออกแบบกลิ่นเฉพาะของงาน เสียงเปิดงาน วัสดุของ Lanyard และ Swag ให้ส่งสัญญาณเดียวกัน ผู้เข้าร่วมที่กลับไปจะจดจำงานนั้นได้ผ่านความทรงจำในระดับ Sensory ที่ทนทานกว่าโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่ดูแล้วเลื่อนผ่าน
คำถามที่พบบ่อย
Sensory Branding ต่างจาก Brand Experience ปกติอย่างไร
5 ประสาทสัมผัสใน Sensory Branding คืออะไร
ธุรกิจดิจิทัลสามารถใช้ Sensory Branding ได้ไหม
ทำไมการทำ Sensory Branding เพียงบางส่วนจึงอันตราย
เขียนโดย
Digital Marketer
ฉัตริน อินทร์เมือง