วิธีคิด
Business
The Brand Framework Series: Brand Role in Society สร้างคุณค่าแบรนด์จากบทบาทต่อสังคม
Brand Role in Society คือ Framework ของ Interbrand ที่มองแบรนด์ในฐานะสถาบันทางสังคม และแบ่งบทบาทของแบรนด์ต่อสังคมออกเป็น 6 มิติที่ซ้อนทับกัน ได้แก่ การสร้างความมั่งคั่ง, การคุ้มครองผู้บริโภค, การเป็นฐานนวัตกรรม, การยกระดับจากความรับผิดชอบสู่การเป็นผู้นำทางสังคม, การสนับสนุน NGO และการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม Framework นี้มีประโยชน์ที่สุดเมื่อความแตกต่างในระดับผลิตภัณฑ์ไม่สามารถใช้เป็นแกนหลักของการแข่งขันได้อีกต่อไป และช่วยให้แบรนด์ประเมินได้ว่าตนเองกำลังสร้างคุณค่าให้สังคมผ่านบทบาทใด นอกเหนือจากการขายสินค้าและบริการ
เมื่อตลาดเผชิญสภาวะไร้ความแตกต่างทางผลิตภัณฑ์ คุณค่าของแบรนด์จึงถูกประเมินจากบทบาทเชิงสังคมมากกว่าตัวสินค้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลประกอบการ การดึงดูดนักลงทุน และความน่าเชื่อถือต่อหน่วยงานกำกับดูแล
Brand Role in Society คืออะไร และมาจากไหน
Brand Role in Society ถูกพัฒนาขึ้นโดย Interbrand บริษัทที่ปรึกษาด้านแบรนด์ระดับโลก ผู้จัดทำ Best Global Brands ที่เป็นรายงานมูลค่าแบรนด์ที่อ้างอิงในวงการมาตั้งแต่ปี 2000 Interbrand พัฒนา Framework นี้จากการวิเคราะห์ Best Global Brands ในรอบหลายปีและพบว่าแบรนด์ที่เติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดมีลักษณะร่วมกันคือมีบทบาทต่อสังคมที่ชัดเจน Framework ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของ Best Global Brands Report และได้รับการขยายผ่านการศึกษาในหัวข้อ Brands With Purpose
หลักการพื้นฐานของ Framework อยู่ที่การมองแบรนด์เป็นสถาบันทางสังคมประเภทหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเครื่องมือการตลาดที่สร้างความจำและความชอบ มุมมองนี้เปลี่ยนวิธีคิดของการจัดการแบรนด์จากการบริหารสัญญาณที่ส่งออกไปสู่ผู้บริโภค ไปสู่การบริหารบทบาทที่แบรนด์เล่นต่อชีวิตของผู้คนและต่อโครงสร้างของสังคมโดยรวม
หลักการสำคัญและขั้นตอน
Wealth Creation (การสร้างความมั่งคั่ง) สะท้อนผ่านแบรนด์อย่างมีนัยสำคัญ เพราะแบรนด์ที่แข็งแกร่งคือกลไกที่ทำให้ลูกค้าภักดี รายได้คาดการณ์ได้ในระยะยาว และทำให้การลงทุนขนาดใหญ่เป็นไปได้ ผลที่ตามมาคือการจ้างงาน การจ่ายภาษี และการไหลเวียนของเงินทุนที่สะสมกลับเป็นทุนทางสังคม
Consumer Protection (การคุ้มครองผู้บริโภค) ครอบคลุมความน่าเชื่อถือของคำสัญญา ความโปร่งใสของเงื่อนไขการให้บริการ การดูแลข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความปลอดภัยในมิติที่ผู้บริโภคทั่วไปไม่สามารถตรวจสอบเองได้
Innovation Base (ฐานนวัตกรรมเพื่อสังคม) เป็นมิติที่แบรนด์ขนาดใหญ่แสดงออกได้ชัดเจน เพราะทรัพยากร R&D เครือข่ายความร่วมมือ และขนาดของฐานผู้ใช้ทำให้สามารถสร้างสิ่งใหม่ที่กระจายประโยชน์ในวงกว้าง
Responsibility to Leadership (ความรับผิดชอบสู่การเป็นผู้นำ) เป็นการยกระดับจากท่าทีตั้งรับสู่ท่าทีรุก แบรนด์ที่อยู่ระดับความรับผิดชอบดั้งเดิมคือแบรนด์ที่ไม่ก่อปัญหา แต่แบรนด์ที่ก้าวสู่ระดับผู้นำคือแบรนด์ที่กำหนดวาระใหม่ให้สังคม
NGO Support (การสนับสนุนภาคสังคม) ไม่ใช่เพียงการบริจาค แต่เป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐาน ความเชี่ยวชาญ หรือเครือข่ายของแบรนด์ในการขยายขีดความสามารถของภาคสังคมที่มีทรัพยากรจำกัด
Social Cohesion (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) คือมิติสูงสุดที่ Framework เสนอ เพราะแบรนด์คือสิ่งที่ผู้คนใช้ร่วมกันในการเข้าใจโลกและสร้างความสัมพันธ์
ตัวอย่างในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
Wealth Creation ปรากฏเมื่อผู้ให้บริการขยายโครงข่ายไปพื้นที่ที่ผลตอบแทนระยะสั้นไม่คุ้ม Consumer Protection คือเงื่อนไขบริการที่ผู้ใช้เข้าใจได้และการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล Innovation Base ปรากฏเมื่อโครงข่ายกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสุขภาพทางไกล การเรียนรู้ออนไลน์ และการเงินดิจิทัล ส่วน Social Cohesion ใกล้แก่นของอุตสาหกรรมที่สุด เพราะสินค้าคือการเชื่อมโยงผู้คน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย (Common pitfalls)
ใช้ Framework แบบ CSR เดิม การมองว่าบทบาทต่อสังคมคืองบบริจาคหรือโครงการ CSR แบบรายปี ทำให้พลาดประเด็นหลักของ Framework ซึ่งคือการบูรณาการประเด็นสังคมเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ใช่แผนกแยก
พยายามแสดงบทบาททั้ง 6 มิติพร้อมกัน การเลือกที่ดีคือการเลือกมิติที่แบรนด์มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่การเลือกมิติที่ฟังดูดีที่สุดในการสื่อสาร
ประกาศจุดยืนก่อนการดำเนินงานพร้อม การประกาศบทบาทต่อสังคมในขณะที่ยังส่งมอบคำสัญญาพื้นฐานของแบรนด์ไม่ได้ จะสร้างความไม่ตรงกันที่ผู้บริโภคจับได้ และเสียหายกว่าการไม่ประกาศ
วัดผลในกรอบรายไตรมาส ผลตอบแทนของ Framework วัดในกรอบหลายปี ไม่ใช่รอบการรายงานผลประกอบการปกติ การคาดหวังตัวเลขที่เห็นในรายไตรมาสจะทำให้ตัดสินใจถอนการลงทุนก่อนเห็นผล
สับสนระหว่างการสื่อสารและการกระทำ บทบาทต่อสังคมต้องปรากฏในการตัดสินใจเชิงโครงสร้างขององค์กร ไม่ใช่แค่ในงบโฆษณา การลงทุนในโครงข่ายพื้นที่ชายขอบ การออกแบบแพ็กเกจสำหรับผู้มีรายได้น้อย คือการกระทำที่ Framework วัด
เปรียบเทียบกับ Brand Framework อื่นในซีรีส์
Brand Role in Society ของ Interbrand ใกล้กับ Brand Activism Model ของ Philip Kotler และ Christian Sarkar มากที่สุด ทั้งสองมองบทบาทของแบรนด์ต่อสังคมเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างที่ต้องบูรณาการกับกลยุทธ์ ความแตกต่างคือ Interbrand เน้นการสร้างคุณค่าระยะยาวผ่าน 6 มิติที่กว้าง ในขณะที่ Kotler และ Sarkar เน้นการแสดงจุดยืน (Stance) ใน 6 มิติของการเคลื่อนไหวที่เฉพาะเจาะจง (Social, Legal, Workplace, Economic, Political, Environmental) และเพิ่มแกนของทิศทาง (Progressive หรือ Regressive)
เทียบกับ Cultural Brand Strategy ของ Douglas Holt ที่เน้นการยึดครองอุดมการณ์ที่ตอบสนอง Social Disruption Brand Role in Society เป็นชั้นที่ใกล้กับการดำเนินงานมากกว่า Holt บอกว่าควรยึดอุดมการณ์ใด Interbrand บอกว่าควรแสดงบทบาทใดต่อสังคมเพื่อให้อุดมการณ์นั้นจับต้องได้
เทียบกับ Primal Branding ของ Patrick Hanlon ที่เน้นระบบความเชื่อภายในของแบรนด์ Brand Role in Society มองเลยขอบเขตของแบรนด์ออกไปสู่บทบาทในระบบสังคม ทั้งสอง Framework ทำงานคนละชั้นและใช้คู่กันได้
The Elements of Value ของ Bain ในชั้น Social Impact คือสิ่งที่ Brand Role in Society ส่งมอบโดยตรง เมื่อแบรนด์แสดงบทบาทต่อสังคมที่ชัดเจน ลูกค้าจะรับรู้คุณค่าในชั้น Social Impact ของพีระมิดของ Bain
เมื่อไหร่ที่ไม่ควรใช้ Brand Role in Society
ธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงจัดการปัญหาเร่งด่วนด้านต้นทุน หรือยังไม่สามารถส่งมอบคุณภาพบริการในระดับมาตรฐานพื้นฐานได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรยกเรื่องบทบาทต่อสังคมขึ้นมาเป็นวาระหลัก เพราะการประกาศจุดยืนที่มีน้ำหนักในขณะที่ยังส่งมอบคำสัญญาพื้นฐานไม่ได้จะสร้างความไม่ตรงกันที่ผู้บริโภคจับได้
ธุรกิจที่ผู้บริหารระดับสูงไม่พร้อมรับผิดชอบต่อคำสัญญาที่ประกาศ ก็ไม่ใช่บริบทที่ Framework จะให้ผลตอบแทน เพราะการแสดงบทบาทต่อสังคมต้องปรากฏในการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ในงบสื่อสาร
ตลาดที่ผู้บริโภคยังให้น้ำหนักกับฟีเจอร์และราคามากกว่าคุณค่าทางสังคม การลงทุนเต็มที่ใน Framework นี้อาจให้ผลตอบแทนต่ำกว่าการลงทุนในประสิทธิภาพการผลิตหรือการพัฒนาสินค้า
ตัวอย่างการนำไปใช้กับธุรกิจดิจิทัล
ที่ SUFFIX เราใช้ Brand Role in Society กับลูกค้าที่อยู่ในจุดที่การแข่งขันเชิงฟีเจอร์เริ่มไม่สร้างความแตกต่าง และต้องการสร้างคุณค่าระยะยาวที่คู่แข่งลอกได้ยาก ขั้นตอนแรกคือการประเมินว่าธุรกิจของลูกค้ามีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในมิติใดบ้าง และเลือกมิติที่สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจ ไม่ใช่มิติที่เป็นกระแสที่สุด
ตัวอย่างที่ทำงานจริง สำหรับลูกค้าที่เป็น FinTech ที่ให้บริการสินเชื่อ ทีมเลือก Consumer Protection เป็นแกน เพราะอุตสาหกรรมนี้มีประวัติของการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อน ทีมร่วมกับลูกค้าออกแบบ Plain Language Term ที่ผู้กู้เข้าใจได้จริง ระบบ Pre-Approval ที่บอกความเสี่ยงล่วงหน้าก่อนกู้ และระบบ Pause-Payment ที่ลูกค้าใช้ได้เมื่อมีปัญหาทางการเงินโดยไม่กระทบเครดิต บทบาท Consumer Protection ปรากฏในทุก Touchpoint ของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่ในการสื่อสาร ผลคือ Brand Trust ที่ลูกค้าบอกต่อในเครือข่าย และ Churn ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
สำหรับลูกค้าที่เป็น EdTech ทีมมักเลือก Innovation Base และ Social Cohesion เป็นแกน โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ลดช่องว่างของการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ ในทางปฏิบัติคือการพัฒนาเวอร์ชันที่ทำงานบนเครื่องที่สเปกต่ำ ทำงานในพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร และมีเนื้อหาภาษาท้องถิ่น การลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่ CSR แต่เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ ผลคือฐานผู้ใช้ที่ขยายในตลาดที่คู่แข่งไม่เข้าถึง และความน่าเชื่อถือกับหน่วยงานรัฐที่นำไปสู่โครงการความร่วมมือที่คู่แข่งไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย
Brand Role in Society ต่างจาก CSR ปกติอย่างไร
6 มิติของ Brand Role in Society คืออะไร
แบรนด์ขนาดเล็กหรือ SME สามารถใช้ Framework นี้ได้ไหม
แบรนด์ต้องทำบทบาททั้ง 6 มิติพร้อมกันหรือไม่
เขียนโดย
Digital Marketer
ฉัตริน อินทร์เมือง