วิธีคิด

Business

การทำงานที่ไหนก็ได้ (Remote Work)

<p>การทำงานที่ไหนก็ได้ (Remote Work)</p>

การทำงาน Remote Work ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยระบบการทำงานที่ชัดเจนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ เครื่องมือสื่อสารที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว ระบบติดตามงานรายวันที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และการประชุมทีมรายสัปดาห์ที่เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามโปรเจกต์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ SUFFIX ใช้มาตลอดนับตั้งแต่ปรับมา Work from home เต็มรูปแบบ

COVID-19 ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราทุกคน ย้อนกลับไปในช่วงแรกของการแพร่ระบาดในไทย ออฟฟิศของเราตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ ซึ่งถือเป็นจุดแรก ๆ ที่มีการแพร่กระจายของไวรัส ทำให้เราต้องปรับมา Work from home หรือ Remote Working 100% ก่อนที่อื่นพอสมควร

เราแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วน คือ การทำงานภายในทีม และการทำงานร่วมกับบริษัท/แบรนด์ โดยที่บทความนี้เราจะเน้นไปที่การทำงานภายในทีม

 

การสื่อสาร (Communication)

ในการทำงานหลัก ๆ แล้วเราใช้เครื่องมือในการสื่อสาร (Communication Tool) คือ Basecamp (ก่อนหน้านี้เราใช้ Slack, Teamwork และอื่น ๆ)

สาเหตุหลักที่เราเลือกใช้เครื่องมือนี้คือครอบคลุมทุกสิ่งที่ทีมต้องการในที่เดียว ได้แก่ การแชทส่วนตัว, การแยกพื้นที่ระหว่างทีมและโปรเจกต์ (เรามีทีมหลัก 4 ทีม คือ ทีมประสานงาน ทีมการตลาด ทีมออกแบบ และทีมพัฒนาโปรแกรม และมีหลายโปรเจกต์), การบันทึกข้อมูลที่คุยกันเก็บในรูปแบบบอร์ดข้อความ และการตั้งเวลาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประชุมหรือการส่งงาน

การมีเครื่องมือที่รวมฟังก์ชันทั้งหมดไว้ในที่เดียวช่วยลดความสับสนที่มักเกิดขึ้นเมื่อทีมต้องกระโดดระหว่างหลายแอปพลิเคชัน และยังทำให้บริบทของการสนทนาไม่หายไปเมื่อต้องกลับมาอ้างอิงภายหลัง

การสื่อสารและการจัดการงานต่าง ๆ จะแบ่งออกเป็นรายวันและรายสัปดาห์ รวมถึงเรื่องการลา

 

การจัดการงานรายวันแบบ Remote ทำได้อย่างไร?

จุดประสงค์หลักคือสื่อสารให้ชัดเจนว่าวันนี้ทำงานอะไร เสร็จหรือไม่ หรือมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เรามีรูปแบบการสื่อสารที่ใช้ในตอนเริ่มและเลิกงาน โดยการแจ้งใน Basecamp ด้วยรูปแบบดังนี้

ตอนเริ่มงาน
Work from home วัน/เดือน/ปี (เป็นตัวเลข)
Project (ชื่อโปรเจกต์)
- Task (งานที่รับผิดชอบ)

ตัวอย่างเช่น
Work from home 16/03/26
SUFFIX
- Design Landing Page

และใช้ข้อมูลชุดเดียวกันนี้แจ้งในตอนเลิกงานว่า มีสถานะยังไงบ้างด้วยการเติม `[Status]` หน้า Task

ตอนเลิกงาน
Work from home 16/03/26
SUFFIX
[Struck] Design Landing Page

โดย Status ของงานจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ
[Done] เสร็จ
[In-Progress] ยังไม่เสร็จ
[Struck] ติดขัด

หากงานติดขัด [Struck] ก็สามารถขอความช่วยเหลือทีมงานคนอื่น ๆ ได้ด้วยการคุยกันหรือการ Mention การแบ่ง Status ออกเป็น 3 รูปแบบนี้ถือเป็นมาตรฐานที่ทุกคนเข้าใจร่วมกันได้ทันที โดยไม่ต้องตีความ

เหตุผลที่เราไม่ใช้ % ความคืบหน้าคือแต่ละคนมีนิยามของตัวเลขที่ต่างกัน งาน 80% ในสายตาคนหนึ่งอาจหมายถึงต้องใช้เวลาอีก 3 วันในสายตาอีกคน การใช้ 3 สถานะที่ชัดเจนช่วยให้การสื่อสารตรงไปตรงมาและไม่เสียเวลาตีความโดยไม่จำเป็น

 

ทำไม SUFFIX ถึงประชุมแบบแบ่งตามทีม ไม่ใช่ตามโปรเจกต์?

ในทุกสัปดาห์เราจะมีการอัปเดตการทำงานของแต่ละโปรเจกต์ที่ทีมรับผิดชอบอยู่ เพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกันในทีมหรือการนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ และปัญหาที่เกิดขึ้นรวมถึงวิธีการแก้ไขก็จะถูกบันทึกไว้ใน WIKI ของบริษัท เพื่อที่ว่าหากเกิดปัญหาคล้ายกันในอนาคตจะได้มีวิธีการหรือรูปแบบในการแก้ปัญหาไว้ใช้อ้างอิงต่อไปได้

การประชุมกันเราจะใช้ Google Meet และเปิดกล้องเพื่อพูดคุยกัน ตารางการประชุมทีมในปัจจุบัน (2026) เป็นดังนี้

- วันจันทร์: ทีมประสานงาน
- วันอังคาร: ทีมพัฒนาโปรแกรม
- วันพุธ: ทีมการตลาด

เหตุผลที่เราเลือกประชุมแบบแบ่งตามทีมแทนตามโปรเจกต์คือเราต้องการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในสาขาวิชาชีพเดียวกัน เช่น ทีมออกแบบจะรู้ปัญหาและวิธีแก้ปัญหาจากโปรเจกต์อื่น ๆ แล้วนำมาพัฒนาต่อและวางแผนไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำได้ WIKI ที่บันทึกการแก้ปัญหาไว้ยิ่งทำให้คุณค่านี้ทบทวนได้ในอนาคตโดยไม่ต้องจำทุกอย่างด้วยตัวเอง

 

การลา (Leave Request)

เราใช้เว็บแอปพลิเคชันชื่อ Calamari ในการจัดการการลา การทำงานแบบ Work from home ก็ยังต้องมีระบบการลาที่ชัดเจนเหมือนเดิม เช่น ลาไปฉีดวัคซีน หรือลากิจส่วนตัว เพื่อให้ทีมรับรู้ว่าใครไม่ได้ออนไลน์และสามารถวางแผนการทำงานได้ถูกต้อง

 

สรุป

SUFFIX มองว่าการทำงานแบบ Remote Work สามารถทำงานได้จริงเมื่อมีระบบที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่แค่มีเครื่องมือที่ดี หลังจากนี้เราจะยังคงใช้การสื่อสารและการประชุมผ่านเครื่องมือออนไลน์เป็นหลัก และลดการเข้าออฟฟิศในรูปแบบเดิมลง

เพราะประเด็นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกำลังทำงานอะไร งานเสร็จแล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อ หรือการสื่อสารระหว่างทีม ล้วนสามารถจัดการผ่านเครื่องมือบนเว็บและแอปพลิเคชันได้เกือบทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ยังขาดไม่ได้คือวัฒนธรรมทีมที่โปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีเครื่องมือใดสามารถสร้างขึ้นมาแทนได้

คำถามที่พบบ่อย

SUFFIX ใช้เครื่องมืออะไรในการบริหารทีม Remote Work?
SUFFIX ใช้ Basecamp เป็นเครื่องมือหลักสำหรับการสื่อสารและติดตามงาน เพราะรวมฟังก์ชันแชท การแยกทีมและโปรเจกต์ การบันทึกข้อมูล และการตั้งเวลานัดหมายไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ยังใช้ Google Meet สำหรับการประชุมรายสัปดาห์ และ Calamari สำหรับระบบการลา
ระบบ Status [Done] [In-Progress] [Struck] ดีกว่าการรายงานเป็น % อย่างไร?
การใช้ % ความคืบหน้าเกิดปัญหาได้เพราะแต่ละคนนิยามตัวเลขต่างกัน งาน 80% ในสายตาคนหนึ่งอาจหมายถึงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน การใช้ 3 สถานะที่ชัดเจนทำให้การสื่อสารตรงไปตรงมาและทีมสามารถตอบสนองได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อมีงานติดขัด [Struck]
ทำไมต้องแบ่งการประชุมตามทีม ไม่ใช่ตามโปรเจกต์?
การประชุมตามทีมช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในสาขาวิชาชีพเดียวกัน เช่น ทีมออกแบบสามารถเรียนรู้ปัญหาและวิธีแก้จากทุกโปรเจกต์พร้อมกัน แทนที่จะรู้แค่โปรเจกต์ของตัวเอง ทำให้ทีมพัฒนาได้เร็วขึ้นและลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำ
WIKI ของบริษัทช่วยการทำงานแบบ Remote Work อย่างไร?
WIKI ทำหน้าที่เป็นคลังความรู้ขององค์กรที่บันทึกปัญหาและวิธีการแก้ไขที่เกิดขึ้นในแต่ละโปรเจกต์ เมื่อเกิดปัญหาคล้ายกันในอนาคต ทีมสามารถค้นหาแนวทางแก้ไขได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งความจำของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในการทำงานแบบ Remote

Share

เขียนโดย
Director

เจตน์ เศรษฐฐิติ