วิธีคิด

Marketing

คุณมีกลยุทธ์ทางการตลาดนอกจากการซื้อโฆษณาบน Facebook ไหม?

<p>คุณมีกลยุทธ์ทางการตลาดนอกจากการซื้อโฆษณาบน Facebook ไหม?</p>

ใน Landscape ของกลยุทธ์ Digital Marketing ปัจจุบัน การพึ่งพา Facebook ads เพียงช่องทางเดียวเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งในแง่ของต้นทุนที่สูงขึ้นและพฤติกรรมผู้ใช้ที่กระจายตัวไปหลาย Platform แบรนด์ที่สามารถกระจาย Channel ได้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมักได้เปรียบในระยะยาว เพราะไม่ต้องพึ่งพา Algorithm หรือนโยบายของ Platform ใด Platform หนึ่งมากเกินไป

แน่นอนว่า Facebook เป็นโซเชียลมีเดียที่มียอดผู้ใช้งานในประเทศไทยมากเป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาโซเชียลมีเดียทั้งหมด ทำให้การทำการตลาดหรือโฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้ถือเป็นที่นิยม หรือจะพูดว่าเป็นช่องทางที่ต้องทำแน่นอนก็ว่าได้ แต่จากประสบการณ์ของ SUFFIX เรามักได้ยินคำถามจากลูกค้าหรือแบรนด์อยู่หลายครั้งว่า "นอกจากซื้อโฆษณาบน Facebook คุณมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกหรือไม่" เราจึงถือโอกาสนี้มาพูดถึงกลยุทธ์ทางการตลาดบนโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ จากประสบการณ์และข้อมูลที่น่าสนใจที่เรารวบรวมเอาไว้ในบทความนี้

 

ทำไมเว็บไซต์ถึงเป็นสินทรัพย์ทางการตลาดที่ขาดไม่ได้?

การสร้างเว็บไซต์สามารถทำได้หลายจุดประสงค์ทางการตลาด เช่น การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์หรือธุรกิจ การสร้างช่องทางการทำธุรกรรมซื้อขาย หรือการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการด้วยเว็บไซต์ในรูปแบบอีคอมเมิร์ช (E-commerce) ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือเว็บไซต์ถือเป็นสินทรัพย์ของแบรนด์หรือธุรกิจอีกด้วย

ต่างจาก Social Media ที่แบรนด์ไม่ได้เป็นเจ้าของ Platform และขึ้นอยู่กับ Algorithm ของแต่ละเจ้า เว็บไซต์คือ "Owned Media" ที่แบรนด์ควบคุมได้ 100% ทั้งในแง่ของเนื้อหา การออกแบบ และข้อมูลผู้เข้าชม การลงทุนสร้างเว็บไซต์ที่ดีจึงเป็นรากฐานที่ทำให้ Channel อื่น ๆ ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์ด้วยการค้นหาบน Search Engine (Search Engine Marketing)

หากแบรนด์หรือธุรกิจของคุณต้องการให้ผู้คนเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นด้วยจุดประสงค์ทางการตลาดที่วางเอาไว้ เช่น การสมัครใช้บริการ การลงทะเบียนบันทึกข้อมูล หรือเข้าชมเนื้อหาต่าง ๆ การทำ SEM (Search Engine Marketing) และ SEO (Search Engine Optimization) ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำการตลาด ซึ่งสามารถทำบนแพลตฟอร์ม เช่น Google หรือ Bing

 

เพิ่มช่องทางการเข้าถึงเนื้อหาด้วยโฆษณาบน YouTube

ด้วยการเป็นโซเชียลมีเดียที่คนไทยใช้งานมากที่สุดในปี 2564 (Thailand Digital Stats, 2021) การทำแคมเปญหรือการตลาดบนแพลตฟอร์มนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการทำการตลาดในขั้นที่ต้องการสร้างความรับรู้ให้กับแบรนด์หรือสินค้า

 

เข้าถึงกระแสหรือเทรนด์ด้วย X (Twitter)

หากจะบอกว่า X (Twitter) เป็นโซเชียลมีเดียที่มีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วที่สุดก็คงจะไม่ใช่คำพูดที่ผิดนัก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับการสร้างแคมเปญเพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ หรือการทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือสินค้าเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม

 

เพิ่มช่องทางการติดต่อผ่าน LINE

การทำการตลาดผ่าน LINE Official Account ถือเป็นการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้ในทีเดียวด้วยการเผยแพร่ทั้งข้อความ รูปภาพ วิดีโอต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นโปรโมชันหรือข่าวสารเกี่ยวกับแบรนด์/สินค้า รวมถึงฟีเจอร์อย่าง LINE MyShop ซึ่งเป็นช่องทางการขายออนไลน์ที่สามารถปิดการขายได้ทันที

 

เพิ่มจำนวนการรับรู้สินค้าหรือแบรนด์บน TikTok

หากต้องการทำให้ผู้คนเห็นแบรนด์หรือสินค้ามากยิ่งขึ้น การทำแคมเปญบน TikTok ถือเป็นช่องทางที่น่าสนใจ ด้วยความที่เป็นโซเชียลมีเดียที่มีการเติบโตของจำนวนผู้ใช้งานอย่างรวดเร็ว และรูปแบบโฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้ก็มีอย่างหลากหลาย

 

เผยแพร่เนื้อหาหรือบทความผ่าน LinkedIn

ใช้โซเชียลมีเดียที่มีความเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถืออย่าง LinkedIn เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่เคยมีอยู่แล้ว และอาจได้รับความสนใจบนแพลตฟอร์มนี้ เช่น บทความเกี่ยวกับการเงิน อสังหาริมทรัพย์ หรือแนวคิดการทำงาน ซึ่งควรแนบลิงก์ต้นฉบับไว้ด้วย เพื่อให้ผู้คนที่สนใจคลิกกลับเข้ามายังเว็บไซต์หลักของเนื้อหานั้น

 

สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่าน Email (Email Marketing)

การทำการตลาดผ่าน Email สามารถทำได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลเพื่อจุดประสงค์ทางการตลาดที่วางไว้ เช่น ซื้อสินค้า ลงทะเบียนกิจกรรม หรือจะเป็นการทำ Email Newsletter ที่เป็นการส่งเนื้อหาความรู้ที่มีประโยชน์สำหรับคนที่ติดตาม (Email Subscribe) ซึ่งอาจจะเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์หรือธุรกิจของคุณได้

 

สร้างคอมมูนิตี้บนช่องทางออนไลน์ (Online Community)

หากแบรนด์หรือสินค้าของคุณต้องการสื่อสารกับผู้คนที่มีความสนใจในประเด็นเดียวกัน การมองหาคอมมูนิตี้ขนาดย่อมที่คาดว่าน่าจะมีกลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่ถือเป็นวิธีที่น่าสนใจ ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการทำงานอย่าง Slack เรื่องทั่วไปในสังคมอย่าง Clubhouse หรือเพื่อความบันเทิงอย่าง Twitch และ Discord

 

เปลี่ยนเนื้อหาที่มีอยู่แล้วเป็น "สไลด์โชว์" (Slideshow)

การลงทุนโดยการปรับเนื้อหาที่มีอยู่แล้วซึ่งอาจเป็นในรูปแบบของบทความหรือเนื้อหาบนช่องทางออนไลน์ให้กลายเป็นรูปแบบสไลด์โชว์ และนำไปโพสต์ในโซเชียลมีเดียที่แตกต่างออกไป เช่น LinkedIn หรือ Instagram เพื่อทำให้เนื้อหานั้น ๆ กลับมาน่าสนใจและสดใหม่อีกครั้ง ซึ่งสามารถออกมาในหลายรูปแบบ เช่น PDFs บน LinkedIn หรือ Carousels บน Instagram

 

Blog ช่วยเพิ่ม SEO และเปลี่ยนผู้สนใจเป็นลูกค้าได้อย่างไร?

การทำบล็อกเนื้อหาบนเว็บไซต์จะมีผลสำคัญต่อ SEO (Search Engine Optimization) บนแพลตฟอร์มการค้นหายอดนิยม เช่น Google, Bing ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของแบรนด์หรือธุรกิจของคุณติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหา และยังอาจส่งผลให้ผู้ที่สนใจเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้ หากเนื้อหานั้นมีคุณภาพและมี Call to Action ที่ชัดเจน

ข้อได้เปรียบของ Blog Content คือ Compounding Effect ที่บทความดี ๆ หนึ่งบทความสามารถดึง Organic Traffic ได้ต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเป็นปีโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ต่างจากโฆษณาแบบ Paid ที่หยุดทำงานทันทีที่หยุดจ่ายเงิน การลงทุนกับ Blog จึงให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่คุ้มค่ากว่าในหลายกรณี

 

สร้างความประทับใจด้วยระบบการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM)

ในปัจจุบันการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าไม่เพียงแค่การอำนวยความสะดวกอีกต่อไป แต่ต้องอาศัยความเฉพาะเจาะจง ซึ่งการทำ CRM หรือการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าจะสามารถช่วยให้แบรนด์หรือธุรกิจจดจำรายละเอียดและเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทำให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยชุดข้อมูลจาก CRM ที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ เช่น สิทธิพิเศษเมื่อสะสมแต้มครบ สิทธิพิเศษในวันเกิดของลูกค้า

 

เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งด้วย Social Listening Tools

เครื่องมืออย่าง Social Listening ที่สามารถค้นหาการพูดถึงแบรนด์หรือประเด็นต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เข้าใจลูกค้าที่อาจเป็นลูกค้าของคุณจริง ๆ ได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และสามารถนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาวิเคราะห์รวมถึงต่อยอดเป็นแคมเปญทางการตลาดได้อีกด้วย

 

ใช้พลังของ Influencers

Influencers หรือผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย โดยการเข้าหา Influencers สามารถทำได้ 2 วิธี คือ แบบแรกจ่ายเงินจ้างให้เผยแพร่หรือแชร์เนื้อหาของคุณ กับแบบที่สองคือสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา และให้พวกเขาแชร์กับคนที่ติดตามหากคิดว่ามันมีประโยชน์ (Ross Simmonds, 2020)

 

เพิ่มช่องทางการช่วยขาย (Affiliate Marketing)

การทำการตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate Marketing) สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดหรือเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ของคุณต้องการนำเสนอสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้มียอดขายเพิ่มขึ้น คุณสามารถติดต่อเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่มีเนื้อหาแนะนำสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และให้ค่าส่วนแบ่ง (Commission) หากสินค้าของคุณขายได้บนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มนั้น ถือเป็นการทำการตลาดที่ได้ประโยชน์ทั้งสามฝ่าย คุณ (Advertiser) ได้ขายสินค้ามากขึ้น แพลตฟอร์ม (Publisher) ได้รับส่วนแบ่ง และลูกค้า (Customer) ได้สินค้าที่ตรงกับความต้องการในขณะนั้น

 

สัมมนาออนไลน์เพิ่มการรับรู้และภาพลักษณ์ของแบรนด์/ธุรกิจ (Webinar)

สร้างโอกาสและส่งเสริมธุรกิจของคุณด้วยการจัดสัมมนาออนไลน์เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้า ซึ่งการทำการตลาดด้วยสัมมนาออนไลน์สามารถทำได้ตั้งแต่การสาธิตสินค้าและบริการ การนำเสนอเนื้อหาที่แบรนด์/ธุรกิจของคุณมีความเชี่ยวชาญ หรือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าประเภทธุรกิจ (B2B)

 

สรุป

สุดท้ายต้องไม่ลืมคำนึงถึงประเด็นที่ว่า การจะเข้าไปทำการตลาดหรือโฆษณาบนโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มใด ๆ ก็ตาม ต้องศึกษาธรรมชาติของแพลตฟอร์มนั้น เพราะถึงแม้จะเป็นผู้ใช้งานคนเดียวกัน แต่พฤติกรรมในการใช้งานแต่ละแพลตฟอร์มอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นนอกจากเนื้อหาที่จะสื่อสารและการบริหารจัดการโฆษณาให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดแล้ว ความกลมกลืนก็ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อผลลัพธ์ของการทำโฆษณาหรือการตลาดเช่นกัน การเลือก Channel ที่เหมาะสมกับแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายของคุณจริง ๆ สำคัญกว่าการพยายามอยู่ใน Channel ทั้งหมดพร้อมกันโดยไม่มีทรัพยากรเพียงพอ

คำถามที่พบบ่อย

ควรเริ่มจาก Channel ไหนก่อนหาก Budget จำกัด?
แนะนำให้เริ่มจากการสร้างฐาน Owned Media ก่อน ได้แก่ เว็บไซต์และ Blog ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวที่ไม่ขึ้นกับ Algorithm ของใคร จากนั้นเลือก 1–2 Social Channel ที่กลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่จริง แทนที่จะกระจายบางไปในทุก Platform
SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร และควรทำอะไรก่อน?
SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาแบบ Organic โดยไม่ต้องจ่ายเงินต่อ Click แต่ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ส่วน SEM (Search Engine Marketing) คือการซื้อโฆษณาบน Google เพื่อให้ขึ้นทันที ถ้า Budget จำกัดควรทำ SEO ควบคู่กับ SEM เพื่อให้ได้ Traffic ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
Influencer Marketing เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Brand Awareness หรือ Trust ในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยเฉพาะ B2C ที่มีสินค้าหรือบริการที่แสดงให้เห็นได้ชัด เช่น ความงาม อาหาร ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ควรเลือก Influencer ที่ Audience ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากกว่าดูแค่จำนวนผู้ติดตาม
Affiliate Marketing กับ Influencer Marketing ต่างกันอย่างไร?
Influencer Marketing จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าเพื่อให้ Influencer สร้างหรือแชร์เนื้อหา ผลลัพธ์วัดได้ในแง่ของ Reach และ Engagement ส่วน Affiliate Marketing จ่ายเฉพาะเมื่อเกิด Conversion จริง เช่น มีการซื้อหรือลงทะเบียน ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าและเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวัดผลเป็น ROI โดยตรง

Share

เขียนโดย
Digital Marketer

จารุพงศ์ จาระณะ