กรณีศึกษาเกี่ยวกับการตลาดผ่านอีเมลที่มีประสิทธิภาพและไม่มีประสิทธิภาพ

Use-case ที่ทำ Email Marketing แล้วล้มเหลว
กรณีศึกษา : แบรนด์ X
แบรนด์ X ทำแคมเปญ Email Marketing เพื่อโปรโมทโปรโมชันของสินค้ากับฐานลูกค้าเดิมเพื่อเพิ่มโอกาสในการกลับมาใช้ซ้ำ โดยส่งเนื้อหาโปรโมชันรูปแบบเดียวกันให้กลุ่มเป้าหมายทุกประเภท แต่ผลลัพธ์ที่ได้มีอัตราการเปิดอีเมลต่ำและยอดขายไม่เพิ่มขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้ล้มเหลว
ฐานข้อมูลลูกค้าไม่อัปเดต : อีเมลจำนวนมากถูกส่งไปยังอีเมลที่ไม่ได้ใช้งานแล้วหรือไม่ถูกต้อง
เนื้อหาไม่น่าสนใจ : การออกแบบและเนื้อหาไม่ดึงดูดลูกค้า ไม่มีภาพหรือข้อความที่น่าสนใจ
ไม่ได้ใช้การแบ่งกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) : ส่งอีเมลเดียวกันให้ลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่คำนึงถึงความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า
การได้รับอีเมลซ้ำ : เมื่อไม่ได้แยกรูปแบบของกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายบางส่วนได้รับเนื้อหาซ้ำ
Use-case ที่ทำ Email Marketing แล้วสำเร็จ
กรณีศึกษา : แบรนด์ Y
แบรนด์ Y ใช้กลยุทธ์เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมา Engage กับอีเมล โดยส่งอีเมลอัตโนมัติไปยังผู้ที่ไม่เปิดอีเมลติดต่อกัน โดยมีการแยกประเภทของเนื้อหาตามความสนใจของลูกค้าแต่ละกลุ่ม พร้อมข้อความเชิญชวนให้กลับมาอ่านและใช้งาน หากยังไม่มีการตอบกลับก็จะส่งอีเมลเพิ่มเติมและแจ้งว่าอาจเป็นอีเมลสุดท้ายที่จะส่งถึงพวกเขา ผลลัพธ์ที่ได้คือผู้ติดตามกลับมา Engage เพิ่มขึ้นหลังจากที่ไม่เคยอ่านเลย
ปัจจัยที่ทำให้สำเร็จ
ฐานข้อมูลลูกค้าที่อัปเดตสม่ำเสมอ : ตรวจสอบและอัปเดตฐานข้อมูลลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
เนื้อหาที่น่าสนใจและตรงกลุ่มเป้าหมาย : ใช้ภาพและข้อความที่ดึงดูดใจ และเกี่ยวข้องกับความสนใจของลูกค้า
การใช้ Segmentation: แบ่งกลุ่มลูกค้าและปรับเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม
ความถี่ในการส่งที่เหมาะสม: ส่งอีเมลในช่วงเวลาที่เหมาะสมและไม่บ่อยเกินไป
จากกรณีศึกษาข้างต้นเราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ Email Marketing ในไทยโดยส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ ล้วนมาจากฐานข้อมูลที่ไม่อัปเดต การไม่ใช้ Segmentation หรือเนื้อหาที่ไม่น่าสนใจและไม่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายที่สื่อสาร
ดังนั้นเพื่อให้แคมเปญประสบความสำเร็จ SUFFIX แนะนำว่า ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญกับการอัปเดตฐานข้อมูล การออกแบบเนื้อหาให้ดึงดูด และการใช้ Segmentation เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับความต้องการของผู้รับ
ฉัตริน อินทร์เมือง