สัดส่วนของการใช้งบประมาณ (Cost Structure) มีประโยชน์อย่างไรกับการเสนอแผนการตลาด

การวางแผนและกลยุทธ์ (Planning and Strategy): ใช้ในการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของการตลาดรวมไปถึงการทำความเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า
การผลิตเนื้อหา (Content Production): ใช้สำหรับการผลิตวิดีโอ ภาพถ่าย กราฟิก และเนื้อหา สำหรับใช้ในงานมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างการดึงดูดและสร้างความประทับใจให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมไปถึงการทำบทความและบล็อกโพสต์ เพื่อสร้างความรู้และความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์หรือบริการสำหรับกลุ่มเป้าหมาย
การใช้ผู้มีอิทธิพล (Influencer Marketing): ในปัจจุบันการใช้ผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์สามารถช่วยกระจายข่าวสารและสร้างความน่าสนใจให้กับแบรนด์ในกลุ่มเป้าหมายได้
การซื้อสื่อโฆษณา (Media Buyer): เป็นการซื้อโฆษณาไม่ว่าจะเป็นทาง Google Ads, Facebook Ads, Instagram Ads และโฆษณาบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้
การบริหารจัดการสื่อ (Media Management) และการดำเนินงาน (Operations): เป็นส่วนสุดท้ายที่ช่วยสร้างและบริหารจัดการช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ รวมไปถึงการจัดการและการบริหารโครงการและประสานงานในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้
สำหรับการทำงานของ SUFFIX นั้น นอกเหนือจากการทำแผนการดำเนินงานตลอดทั้งโปรเจคเพื่อนำเสนอต่อลูกค้าไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือบริษัท Start-up แล้ว ทางทีม SUFFIX จะมีการประเมินงบประมาณที่จะต้องใช้งาน และคำนวณแบ่งเป็น Cost Structure เพื่อนำเสนอให้ทางลูกค้าพิจารณาในลำดับถัดไป
เช่น บริษัท ก. ต้องการเน้นการทำเนื้อหาสำหรับใช้ในการเผยแพร่เพื่อเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทางทีมมาร์เก็ตติ้งของ SUFFIX ก็จะมีการจัดสรรให้มีการใช้งบประมาณในส่วนที่ลูกค้าต้องการมากกว่างานในส่วนอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของลูกค้า เป็นต้น
การวางโครงสร้างของการใช้งบประมาณทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโปรเจค ฝั่งการเงิน และผู้บริหารได้เห็นภาพรวมของการใช้งบได้ง่าย และสามารถปรับสัดส่วนต่าง ๆ ได้ตามจุดประสงค์ของการทำการตลาด
ศุภสุตา เนตรรังษี